click to enable zoom
loading...
We didn't find any results
open map
View Roadmap Satellite Hybrid Terrain My Location Fullscreen Prev Next
More Search Options
We found 0 results. View results
Your search results

กุญแจความสำเร็จในการลงทุนอสังหาฯ

Posted by [email protected] [email protected] on September 24, 2021
0

มีคนกล่าวกันอยู่เสมอว่า “กุญแจความสำเร็จในการลงทุนอสังหาฯนั้นมีอยู่ 3 สิ่ง นั่นก็คือ ทำเล ทำเล และ ทำเล” นั่นเอง แต่การจะเลือกทำเลที่ตั้งเจ๋งๆ ดีๆ กลับเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ คิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร?

จริงๆ แล้ว ในแวดวงมืออาชีพมีเทคนิคง่ายๆ อยู่ 7 วิธีการด้วยกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถทำเองได้ไม่ยาก โดยเพียงแค่นำอสังหาฯแต่ละแห่งมาเปรียบเทียบกับคุณค่าใน 7 ลักษณะดังนี้

1.เปรียบเทียบกับราคาประเมินที่มีอยู่แล้ว วิธีนี้ง่ายที่สุด แต่แปลกมากที่ให้ผลค่อนข้างดี ซึ่งราคาประเมินสองตัวที่จำเป็นต้องเอามาใช้เช็คควบคู่กันเสมอก็คือราคาประเมินของกรมธนารักษ์และราคาประเมินของธนาคารต่างๆ โดยสามารถเก็บได้จากแหล่งข้อมูลดังนี้

กรมธนารักษ์ >> เว็บไซส์ สำนักงานที่ดิน กรมธนารักษ์ ธนาคารต่างๆ >> เข้าไปติดต่อธนาคารโดยตรง เจ้าหน้าที่สินเค้า ราคาประเมินเหล่านี้ถือเป็นเค้าเงื่อนสำคัญที่ใช้ชี้ความโดดเด่นของทำเลแต่ละแห่งได้เป็นอย่างดี หากแปลงไหนมีราคาประเมินที่สูงกว่านั่นหมายความว่าทำเลนั้นมีความโน้มเอียงที่จะดีและน่าสนใจกว่า

2. เปรียบเทียบจากสีในผังเมือง สีที่ดินที่กำหนดอยู่ในผังเมือง เป็นตัวบอกศักยภาพและคุณค่าของอสังหาฯ ที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด เพราะนี่คือเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ทีเ่กิดจากภาครัฐ ยังมีผลให้ที่ดินแม้ทำเลอยู่ใกล้กันแท้ๆ หากสีแตกต่างกันก็จะส่งผลให้เกิดการแตกต่างกันในเรื่องของศักยภาพ การใช้ประโยชน์และราคาซื้อขายได้อย่าคาดไม่ถึง ปกติสีของพื้นที่ในผังเมืองหากเรียงลำดับตามคุณค่าและศักยภาพการทำประโยชน์ จะขอเรียงจากดีมากที่สุด ไปถึงน้อยที่สุดให้ดูดังนี้

สีแดง (พาณิชกรรม) > สีม่วง (อุตสาหกรรม) > สีเม็ดมะปราง (คลังสินค้า) > สีน้ำตาล (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) > สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) > สีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) > สีเขียว (เกษตรกรรม) และรั้งท้ายสุดๆ คือ สีขาว มีกรอบและเส่นทแยงสีเขียว (เขตอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม)

3.เปรียบเทียบให้คะแนนปัจจัย (The Factor Rating Method) โดยดูจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าของทำเล และให้น้ำหนักแต่ละปัจจัยตามลำดับความสำคัญเพื่อนำมาให้คะแนนคุณค่าในแต่ละทำเล วิธีนี้ยิ่งเปรียบเทียบมากเท่าไร ยิ่งน่าเชื่อถือมากเท่านั้น ปกติหลังจากคำนวนหาคะแนนถ่วงน้ำหนัก (Weihted Scores) แล้วก็จะเลือกทำเลที่ตั้งที่มีคะแนนถ่วงน้ำหนักสูงสุดเป็นสำคัญ

4.ประเมินดูทำเลที่มีต้นทุนต่ำที่สุดเทคนิคนี้เหมาะประยุกต์ใช้การเลือกทำเลที่ตั้งสำหรับ “ธุรกิจ” หรือโรงงานอุตสหาหรรม ภายใต้แนวคิดคือจะเลือกทำเลที่ตั้งที่ทำให้ต้นทุนต่ำมาก ปกติเกณฑ์พิจารณานิยมกัน 2 รูปแบบ ได้แก่

รูปแบบที่ 1 คือ พิจารณาต้นทุนรวม โดยดูทั้งต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เช่น ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา เงินเดือนพนักงานประจำ เงินเดือนผู้บริหาร รวมถึงค่าใช้จ่ายทั่วไปในสำนักงานและต้นทุนผันแปร (Variable Cost) เช่น ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าวัตุดิบ ค่าสินค้าที่ซื้อมาเพื่อขาย ค่าจ้างของพนักงานรายวัน เป็นต้น

รูปแบบที่ 2 คือ การพิจารณาเฉพาะต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง (รวมต้นทุนค่าเสียโอกาสของเวลาที่เสียไปในการเดินทางด้วย) ซึ่งวิธีแบบหลังนี้สามารถใช้ได้ดีกับการเลือกทำเลบ้าน

5. ตรวจนับตัวเลขที่ผ่านไปผ่านมาในแต่ละทำเล วิธีนี้เหมาะมากในการใช้เลือกทำเลค้าขายหรือทำเลตึกแถว โดยจะพิจารณาเน้นไปทาง จำนวนคนที่สัญจรไปมา ปริมาณจราจรทางรถยนต์ ประเภทและลักษณะของผู้ที่สัญจรไปมา ประเภทและลักษณะของคนที่สัญจรที่ไปมาหน้าทำเล และความหนาแน่นของจารจรในแต่ละช่วงเวลา

6.เปรียบเทียบตัวคุณค่าเช่า (The Gross Rent Multiplier : GRM) จะมีลักษณะคล้ายๆ กับ P/E Ratio ที่ใช้ดูความถูกแพงของหุ้น จัดเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เหมาะกับอสังหาฯ ประเภทลงทุนระยะยาว

เช่น หอพัก แฟลต อพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า เป็นต้น สำหรับสูตรหาตัวคุณค่าเช่าในแต่ละพื้นที่ ทำได้ง่ายมาก โดยนำราคาซื้อขายอสังหาฯ ตั้ง แล้วหารด้วยค่าเช่าที่ได้รายเดือน ซึ่งแสดงเป็นสูตรดังนี้ ตัวคูณค่าเช่า = ราคาอสังหาฯ / ค่าเช่ารายเดือน เกณฑ์การพิจารณาก็คือจะเลือกทำเลที่ GRM ต่ำสุดเป็นสำคัญ เพราะถือว่ามีราคาถูกกว่า

7.เปรียบเทียบสัดส่วนรายได้สุทธิต่อราคาอสังหาฯ เป็นวิธีที่ได้รับการยอมว่าดีและน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะประเมินราคาครบทุกด้าน ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่ายและการลงทุน ขั้นตอนจะเริ่มจากการหารายได้สุทธิหลังดำเนินการ (Net Operation Incom : NOI) โดยนำราคาที่ได้รับจริงทั้งหมด (Effective Gross Income) ทั้งค่าเช่า และรายรับอื่นๆ ตั้ง แล้วนำหักออกด้วยค่าใช่จ่ายดำเนินงานต่างๆ (Operrating Expenses ) จากนั้นให้นำรายได้สุทธิหลังดำเนินงานหรือกระแสเงินสดสิทธินำมาหาด้วยราคาอสังหาฯ ก็จะได้เป็นผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment : ROI) ตัวอย่างเช่น

ประเมินราคาคอนโดฯ 2 ห้อง ห้องแรกขาย 2 ล้านบาท ใน 1 ปีคาดว่า จะได้รับรายได้สุทธิหลังดำเนินการแล้ว 200,000 บาท หรือคิดเป็น ROI (200,000/2,000,000)*100=10% ห้องที่ 2 ขาย 5 ล้านบาท ได้รายได้สุทธิหลังดำเนินการ ใน 1ปี 600,000 บาท เทียบเป็น ROI (600,000/5,000,000)*100=12% นั่นก็แสดงว่า ห้องที่ 2 มีลำที่ดีกว่าห้องแรกนั่นเอง

สำหรับใครที่ยังมีข้อสงสัย บางเรื่องอยู่ทาง Cloud Rental ขอฝากบริษัทของเราให้เป็นทางเลือก และ ที่ปรึกษาทางการลงทุนของคุณด้วยนะครับ ทางเรายินดีให้คำปรึกษาทุกการลงทุนของคุณครับ ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.

  • Currency

  • Measurement Unit

  • Advanced Search

    More Search Options
  • Mortgage Calculator

Compare Listings